สถานีวิทยุชุมชนนครสวรรค์ตก จังหวัดนครสวรรค์ ,Nakhonsawantok Community Radio หรือเรียกว่า , HAPPY RADIO , FM 89.5 MHZ. , จัดเป็นสถานีวิทยุชุนชนในจังหวัดนครสวรรค์ คลื่นเดียวในตอนนี้ที่เปิดเพลงสากลตลอดทั้งวัน หลากหลายแนว เช่น ROCK ,POP,DANCE,HIP HOP,JAZZ ,COUNTRY ,R&B ทั้งเพลงเก่าและเพลงใหม่ล่าสุดจาก USA & UK โทรศัพท์ 056-330582 และ 081-1725974 e-mail : happyradio_2555@hotmail.com
สนใจเข้าชม Blog ที่ nakhonsawantokradio.blogspot.com
ประวัติวงคณะ Kings OF Leon เกิดจาก 4 หนุ่มพี่น้องตระกูล Followill จากเทนเนสซี่ อเมริกา ฟอร์มวงดนตรีร่วมกัน ในปี 1999 โดยมี
Nathan พี่คนโตเป็น กลอง jaleb น้องรอง เป็นนักร้องนำ Matthew เป็นมือกีต้าร์ น้องคนสุดท้อง Jared เป็นมือเบส
ใช้ชื่อวงว่า Kings OF Leon เล่นดนตรีแนวเพลงการาจร็อก จนสร้างชื่อที่อเมริกาบ้านเกิด แต่โด่งดังจริงๆจากนอกประเทศบ้านเกิดโดยเฉพาะอังกฤษมากกว่า อัลบั้มชุด Because Of The Time ขึ้นไปถึงอันดับที่ 1 ใน UK CHART ล่าสุดมีอัลบั้มชุดใหม่ มีเพลง Sex On Fire (เพลงที่พูดถึงเรื่องเซ็กซ์อย่างโจ่งครึ่ม) ขึ้นอันดับ 1 ใน UK CHART เช่นกัน
มีผลงานออกมาทั้งหมด 5 ชุด คือ - ชุดที่ 1 ในปี 1983 อัลบั้ม EUROPE มี Single ดัง คือ SEVEN DOORS HOTEL -ชุดที่ 2 ในปี 1984 อัลบั้ม WING OF TOMORROW -ชุดที่ 3 ในปี 1986 อัลบั้ม THE FINAL COUNTDOWN มีเพลงดัง เช่น THE FINAL COUNTDOWN ขึ้นไปในอยู่ในอันดับ TOP 10 ของ BILLBOARD และเพลง CARRIE เพลงอันดับที่ 1 ยอดขายของอั้ลบั้มชุดนี้มากกว่า 7.8 ล้านชุด -ชุดที่ 4 ในปี 1988 อัลบั้ม OUT OF THIS WORLD -ชุดที่ 5 ในปี 1991 อัลบั้ม PRISONER IN PARADISE เป็นชุดสุดท้ายที่พวกเขาทำงานร่วมกัน หลังจากนั้น โจอีย์ นักร้องนำของวงก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยว ชื่อ A PLACE TO CALL HOME สไตร์ดนตรีแบบเวสโคสของอเมริกา อันเป็นบทสุดท้ายของวงดนตรีที่มีชื่อว่า EUROPE
วงดนตรี HARD ROCK ที่โด่งดังในยุค 70 ฟอร์มวงโดย 2 พี่น้อง MALCOLM และ ANGUS YOUNG โดยย้ายจากกลาสโลว์ สก็อตแลนด์ สู่ เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย พวกเขาได้รับอิทธิพลทางดนตรี จากวงเรือเหาะมหากาฬคณะ LED ZEPPELIN และวงหินกลิ้ง คณะ ROLLING STONES ได้ฟอร์มวงในปี 1973 โดยมี BON SCOTT ซึ่งเดิมเป็นมือกลอง แต่ถูกจับให้มาเป็นนักร้องนำ และมีสมาชิกอีก 2 คน คือ PHILIPP RODD มาตีกลองแทน และ MARK EVAN มาเล่นเบส
มีอัลบั้มชุดแรก HIGH VOLTAGE และมีซิงเกิ้ล T.N.T เป็นเพลงดัง แต่อัลบั้มที่โด่งดังมากๆ คือ HIGHWAY TO HELL ในปี 1979 อัลบั้มขึ้นอันดับ 22 ใน USA และอันดับ 10 ใน UK
ในปี 1980 BON SCOTT นักร้องนำ เสียชีวิตจากการดื่มเหล้า ทางวงได้ BRIAN JOHNSON มาเป็นนักร้องนำแทนที่ และมีอัลบั้มชุด BACK IN BLACK ในปี 1980 ประสบความสำเร็จอย่างมาก ขายได้มากกว่า 12 ล้านแผ่น ขึ้นอันดับ 6 ใน USA และอันดับ 3 ใน UK ล่าสุดพวกเขามีอัลบั้มใหม่ ที่มีชื่อว่า BLACK ICE (2009)
รวมถึงเพลงอื่นๆ เช่น Message in a Bottle เพลงจากอัลบั้ม Reggatta de Blanc ปี 1979 ที่เปรียบเปรยเกาะและขวด กับชายคนหนึ่งที่ไม่สมหวังในความรัก และพยายามขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้ แต่แล้วเขาก็พบว่ามีคนมากมายที่เป็นเช่นเดียวกันเขา เพลงนี้จึงเป็นการแนะนำให้ทุกคนรู้จักรับมือกับความสูญเสียและโดดเดี่ยว ราวกับเป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งของชีวิต
Don't Stand So Close to Me เป็นเพลงในอัลบั้ม Zenyatta Mondatta เมื่อปี 1980 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้สึกของครูคนหนึ่งที่มีต่อลูกศิษย์สาว โดยเนื้อเพลงยังกล่าวถึง นาโบคอฟ ซึ่งเป็นนัยหมายถึง วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) ผู้แต่งนวนิยาย Lolita ซึ่งมีเรื่องราวใกล้เคียงกับเพลงนี้
ขณะที่ Invisible Sun เป็นเพลงจากอัลบั้ม Ghost in the Machine ในปี 1981 ที่ให้ความรู้สึกหม่นหมอง แปลกแยกจากเพลงทั่วไปของ เดอะ โปลิส โดยมีเนื้อหาเพลงพาดพิงถึงอาวุธที่มักจะใช้ในขบวนการไออาร์เอ
เรื่อยมาจนถึงเพลง Every Breath You Take ซึ่งเป็นเพลงที่ สติง เขียนขึ้นจากชีวิตคู่ที่ล่มสลายของเขากับ ฟรานเซส โทเมลตี้ (Frances Tomelty) จากอัลบั้ม Synchronicity ปี 1983
คณะ America มี สมาชิก 3 คน คือ Gerry Beckley, Dewey Bunnell และ Dan Peek รวมตัวกันในปี 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาทั้งสามเรียนใน High school ใน London ประเทศอังกฤษ เล่นดนตรีร่วมกันตั้งแต่ตอนที่เขายังมีอายุได้ไม่ถึง 20 ปี จนวันหนึ่ง Jeff Dexter (ซึ่งเป็น Producer ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ America ได้ร่วมเซ็นสัญญากับ Warner Bros. และออก Album) ได้มีโอกาสเห็นการแสดงของเขาทั้งสามคน Jeff Dexter มองเห็นแววของเด็กหนุ่มทั้งสาม จึงชวนให้มาทำ Album ในตอนแรกๆ พวกเขามีโอกาสได้เริ่มเล่นเป็นวงเปิดให้กับศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายวง เช่น Elton John และ The Who
ในช่วงปี 1970 วงดนตรีของเขาเป็นแบบ Acoustic/Folk Rock ซึ่งช่วงนั้น แม้ว่าเขาทั้งสามจะมีแผนการทำวง แต่ก็ยังคงนึกชื่อวงไม่ออกว่าจะใช้ชื่อว่าอะไร จนวันหนึ่งในร้านอาหารเล็กๆ ที่ Dan Peek, Dewey Bunnell ได้ทำงานอยู่ ขณะที่เขาทั้งสามคนกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ พวกเขาได้มองเห็นเครื่องเล่นแผ่นเสียง “Jukebox” และข้างๆ เจ้าเครื่องเล่นเครื่องนี้ ก็มีอักษรที่เขียนคำว่า Americana ไว้ด้านข้าง และแล้วเจ้าเครื่อง Jukebox เครื่องนี้ ก็ทำให้พวกเขาได้ข้อสรุปกับการตั้งชื่อวง เขาทั้งหมดตกกันลงว่าจะใช้ชื่อ "America" เป็นชื่อวง (ตัด NA ออก)
และในปีเดียวกันนี้ เขาทั้งสามได้มีโอกาสทำการเซ็นสัญญา เพื่อออก Album กับ Warner Bros. Records. โดยได้บันทึกเสียง และออกจำหน่ายที่ London เป็นที่แรก โดย Single แรก มีชื่อว่า “A Horse with no name” ซึ่งนับเป็นเพลงที่คนทั่วๆ ไปรู้จักกันเป็นอย่างดี รวมถึงคอเพลงยุค ’70 ในบ้านเราด้วย
ผลงานเพลงชุดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเกินคาด ใน London มันกลายเป็นเพลง Hit ขึ้นมาทันที ต่อมาช่วงปลายปี 1971 Single : A horse with no name ได้ออกมาจำหน่ายที่อเมริกา ซึ่งขณะนั้น บทเพลงนี้ได้เบียดอันดับบน “Billboard Top Ten Single 1972” กับเพลง Heart of gold ของ Neil Young ซึ่งอยู่ในอันดับ 1 และต่อมาอีก 1 สัปดาห์ให้หลัง A horse with no name ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทน
– America (1971) อัลบั้มชุดแรกในชีวิตของเขาทั้งสามนี้ ถือได้ว่าเป็นการเปิดตัวได้สำเร็จ และงดงามเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านชื่อเสียง และในด้านยอดขาย ในที่สุด A horse with no name ติด Charts อันดับ 3 ใน U.K. และขึ้นถึงอันดับ 1 ใน U.S. 1972 และในช่วงปี 1972 พวกเขาออก Single ใหม่ที่มีชื่อว่า “ Ventura Highway ” และผลงานนี้ก็ประสบความสำเร็จ โดยได้ติดอันดับ “Billboard Top Ten Single “Ventura Highway” ขึ้นถึงอันดับ 8 ปี 1973 วงของพวกเขาได้รับรางวัล "Grammy Award" สาขาศิลปินหน้าใหม่ (Best new artist of 1972) ต่อจากนั้นพวกเขาได้ออก Album เต็ม โดยใช้ชื่ออัลบัมว่า "Homecoming" สำหรับงานชุดนี้ พวกเขาทั้งสามได้ตัดสินใจทำหน้าที่ Producer กันเอง ซึ่งถือว่าพวกเขาทำได้ดีมากทีเดียว เพราะว่าอัลบัม Homecoming สามารถขึ้นสู่ Album ยอดฮิตอันดับหนึ่งในอเมริกา " โดยมีบทเพลงที่ได้รับความนิยมเช่นบทเพลง Ventura Highway, Don’t Cross a River, Only in your Heart เป็นต้น
ช่วงปี 1973 พวกเขาออกผลงาน Album - Hat Trick โดยมีเพลงฮิตเช่น Muskrat love, Rainbow song, Green Monkey, Goodbye เป็นต้น แต่ผลงาน Album นี้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก และหากนำมาเปรียบเทียบกับงานชุดที่ 1 และ 2 อย่าง Homecoming ก็ถือว่าผลงานอัลบั้ม Hat Trick ทำได้ไม่ดีนัก ส่วนอันดับใน Chart US., Hat Trick ก็สามารถขึ้นได้แค่อันดับ 20 เท่านั้น
ต่อมาช่วงต้นๆ ปี 1974 คณะ America ได้มีการปรับเปลี่ยน Producer ใหม่เป็นครั้งแรก โดยพวกเขาได้ Producer มือดี (ระดับพระกาฬ) มาช่วยอีกแรง นั้นคือ "George Martin" อดีต Producer ของวง The Beatles เปรียบเสมือน พระเอกที่ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยคณะ America ไว้ได้ทันเวลา และไม่ช้าพวกเขาก็ได้ออก "Album - Holiday" และในที่สุด America ก็สามารถกลับเข้ามาติดบน Chart Us. ได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพลงอย่าง Tin man (อันดับ 4) และ Lonely people (อันดับ 5)
มีผลงานออกมาทั้งหมด 5 ชุด คือ 1. งานแรกในปี 1983 ชุด EUROPE มี SINGLE ดังคือ Seven Doors Hotel 2. ชุดที่ 2 ปี 1984 ชื่อ Wing Of Tomorrow 3. ชุดที่ 3 ปี 1986 ชื่อ The Final Countdown มีเพลงดังเช่น The Final Countdown เพลงอันดับ Top 10 และเพลง Carrie เพลงอันดับที่ 1 ของ BillBoard และอัลบั้มชุดนี้ทำยอดขายได้มากกว่า 7.8 ล้านก๊อบปี้ 4. ชุดที่ 4 ปี 1988 ชุด Out Of This World 5. ชุดที่ 5 ปี 1991 ชุด Prisoner In Paradise ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายขอวง
Kansas เป็นวงร็อคในยุด 70 ที่แรกเริ่มก็เหมือนกับวงร็อคทั่วไป แต่ด้วยความสามารถเฉพาะตัวที่อยู่ในระดับสูงของนักดนตรี สร้างอิทธิพลให้กับตนเองฉีกแนวจากวงร็อคทั่วไป ลักษณะเพลงที่มีความเร็วกว่า British Progressive Rock เช่น Genesis,Yes,King Crimson ผสมผสานกับไวโอลีน
สมาชิกยุด Line Up ประกอบด้วย
-Phil Ehart กลอง
-Dave Hope เบส
-Kerry Livgren Lead&Rhythim Guitar
-Robbie Steinhardt ไวโอลีน,ร้องนำ
-Steve Walsh ร้องนำ,เปียโน
-Richard Williams Lead Guitar
Kansas เป็นวง Progressive Rock จากอเมริกา ภายใต้กระแสดนตรีจากอังกฤษ มีอัลบั้มชุดแรก ที่มีชื่อเดียวกับวง ในปี 1974
ในปี 1976 มีเพลงฮิต ชื่อ Carry On Wayward Son ผลงานจากอัลบั้มชุดที่ 4 คือ Left over และมีเพลงฮิตที่หลายคนคุ้นเคย จากอัลบั้ม Point Of No Return เพลง Dust In The Wind บทเพลงที่บอกว่า
วงดนตรีคณะ เดอะ คอรร์ (The Corrs) เป็นวงดนตรีจาก Ireland ซึ่งตั้งชื่อวงตามชื่อสกุลของตนเอง
The Corr ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ที่เป็นพี่น้องกัน ชาย 1 คือ Jim Corr (พี่ชายคนโต) และหญิง อีก 3 คือ Andrea Corr , Caroline Corr, Sharon Corr
เล่นเพลงสไตล์รักบ้าน แนว Celtic rock ที่ไพเราะและที่ความเป็น Pop ร่วมสมัยอยู่สูง ซึ่งวงนี้โด่งดังมากในช่วงยุคปี 2000 มีเพลงฮิตต่าง ๆ เช่น What Can I Do, Breathless, Runaway, So Young, Dream และล่าสุด All The Love In The World ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ America Sweethearts เดอะ คอรร์ส เริ่มประสบความสำเร็จจากการได้แสดงเพลง "Runaway" ซิงเกิ้ลแรกของพวกเขาในรายการ The Late Late Show ในช่วงปี 1993 แต่นอกจากบ้านเกิดใน ไอร์แลนด์ แล้ว พวกเขายังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างซักเท่าไร จนกระทั่งในปี 1994 เมื่อ จีน เคนเนดี สมิธ เอกอัคราชทูตอเมริกันประจำประเทศไอร์แลนด์ ได้เห็นการแสดงของ เดอะ คอรร์ ที่เมืองดับลิน จึงเชิญให้พวกเขาไปแสดงในงานฟุตบอลโลกในปี 1994 ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา ก่อนถึงกำหนดกลับไอร์แลนด์ ทั้ง 4 พี่น้องได้ใช้เวลาระหว่างนั้น ตระเวนหาบริษัทแผ่นเสียงที่สนใจจะรับพวกเขาไว้ในสังกัด สุดท้ายจึงได้เข้าสังกัด วอร์เนอร์มิวสิคกรุ๊ป และได้ร่วมงานกับ เดวิด ฟอสเตอร์ โปรดิวส์เซอร์และนักแต่งเพลงชื่อดัง รวมถึงได้แสดงเป็นวงเปิดคอนเสิร์ต ให้กับ ซีริน ดีออน ด้วย
ในปี 1965 เขาได้ตั้งวงใหม่ของเขาขึ้นโดยใช้ชื่อว่า Jimmy James And The Blues Flames ในปี 1966 วงดนตรีของเขาได้เดินทางไปเล่นยังร้านค้าแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เขาได้เจอกับ ชาส แชนเลอร์ สมาชิกวง The Animals เชนเลอร์ประทับใจการเล่นกีตาร์ของเขามาก แชนเลอร์ เดินทางไปอังกฤษกับ Hendrix จนในเดือนตุลาคมปี 1966 ได้มีการคัดเลือกเอา Noel Redding(โนเอล เรดดิง)มาเล่นเบส และ Mitch Mitchell(มิตช์ มิตเชล มาเล่นกลอง) และก็กลายมาเป็นวง The Jimi Hendrix Experience พร้อมกับออกอัลบัมแรกกับสังกัด Polydor ชื่อ Are You Experienced? ในช่วงปลายปี 1967 อัลบัมชุดนี้ก็กลายเป็นอัลบัมในตำนานไปแล้ว ในเดือนมิถุนายน 1967 เขาเดินทางกลับสหรัฐฯ และได้ไปแสดงที่เทศกาลดนตรี Monterey International Pop Festival หลังจากวันนั้นชื่อ Jimi Hendrix ก็ได้โดงดังไปทั่วและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
ในเดือนมกราคมปีต่อมา ก็ได้ออกอัลบัมชุดที่ 2 ชื่อ Axis:Bold As Love และออกอัลบัมชุดที่ 3 ในเดือนตุลาคมปี 1968 โดยใช้ชื่อว่า Electric Ladyland ในชุดนี้มี 2 แบบคือ 1.แบบ Censored 2.แบบ Uncensored หลัง จากนั้นประมาณ 1 ปีวง The Jimi Hendrix Experience ได้ปิดตัวลงหลังจากการเล่นคอนเสิร์ตร่วมกันครั้งสุดท้ายที่ไมล์ไฮสเตเดียม ที่เดนเวอร์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 1969 แต่ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน (1969)เขาก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมาใหม่อีกครั้งในชื่อ Gypsys Suns and Rainbows เพื่อเล่นในเทศกาลดนตรี Woodstock Music and Art Fair อย่างไรก็ตาม วงดนตรีนี้ถูกยุบไปอย่างรวดเร็วในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ซึ่งหลังจากยุบวงแล้ว จิมมีพร้อมกับเพื่อนสมัยเป็นทหารที่ชื่อ บิลลี ค็อกซ์ ได้ตั้งวงดนตรีขึ้นมาใหม่อีกครั้งในชื่อ The Band of Gypsys โดยบิลลีรับหน้าที่เป็นมือเบส แต่วง The Band of Gypsys ก็ได้เล่นคอนเสิร์ตร่วมกันเพียงแค่ 5 ครั้งเท่านั้นก่อนจะยุบวงไป
การแสดงครั้งสุดท้ายของพวกเขาก็คือ การแสดงที่เมดิสันสแควร์การ์เดน ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 28 มกราคม 1970 อัลบั้มบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนั้นออกตามมาในเดือนเมษายน พร้อมกับได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ โดยยกให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มบันทึกการแสดงที่ดีที่สุดตลอดกาล หลังจากยุบวง The Band of Gypsys แล้ว จิมมี เฮนดริกซ์จึงหันไปเปิดสตูดิโอบันทึกเสียง ของตัวเขาเองที่ชื่อ Electric Lady Studios ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1970 ต่อจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ จิมมีเดินทางไปยังกรุงลอนดอนและในวันที่ 17 กันยายน เขาได้แต่งเพลงสุดท้ายในชีวิตของเขาขึ้น คือเพลง “The Story of Life” ในตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น ทั่วโลกต้องตกตะลึงหลังทราบข่าวการเสียชีวิตของราชากีตาร์ จิมมี เฮนดริกซ์ มีการกล่าวถึงสาเหตุการตายของเขาว่าเกิดจากการสำลักอาเจียนของตัวเอง หลังจากที่กินยานอนหลับขนาดแรงเข้าไปถึง 9 เม็ด ร่างไร้วิญญาณของเจ้าของตำนานเพลงร็อกผู้นี้ถูกนำกลับมายังบ้านเกิด โดยฝังไว้ที่สุสานกรีนวูด เมมโมเรียล ปาร์ก เมืองเรนตัน มลรัฐวอชิงตัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ จิมมี เฮนดริกซ์ ยังคงได้รับการยอมรับว่าเป็นมือกีตาร์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา
ในยุคนั้น ต้องยอมรับว่า วงการกีต้าร์ของอังกฤษกำลังระอุเพราะทั้ง Jeff Beck, Eric Clapton และ Pete Townshend ต่างกำลังถกเถียงกันว่าใครคือหมายเลข 1 กันแน่ และต้องขอบคุณเฮนดริกซ์ที่เป็นผู้ยุติศึกในครั้งนี้ เพราะหลังจากได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเองทุกคนก็เห็นพ้องกัน ว่ามันช่างเป็นการโต้เถียงที่ไร้สาระจริงๆ และตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็เลิกพูดถึงมันอีก
-1975 Ritchie Blackmore's Rainbow -1976 Rising -1978 Long Live Rock 'n' Roll -1979 Down to Earth -1981 Difficult to Cure -1982 Straight Between the Eyes -1983 Bent out of Shape -1995 Stranger in Us All